Get Adobe Flash player

เว็บ สนง.พระพุทธศาสนา

สถิติผู้เข้าชมเว็บ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้37
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้132
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้169
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว924
mod_vvisit_counterเดือนนี้2677
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว4120
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด702628

ขณะนี้มีผู้ชม 2
IP ของคุณ: 103.55.142.142
,
Now is: 2018-08-21 06:46

Login Form



Home วัดพิพัฒน์มงคล

วัดพิพัฒน์มงคล (วัดสำคัญ)

ประวัติวัดพิพัฒน์มงคลโดยสังเขป

วัดพิพัฒน์มงคล ตั้งอยู่เลขที่ ๔๖๔ หมู่ที่ ๙ บ้านท่าชุม ตำบลทุ่งเสลี่ยม (ตำบลกลางดง เขต ๑ ในเขตปกครองคณะสงฆ์) อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ห่างจากที่ว่าการอำเภอทุ่งเสลี่ยม ประมาณ ๓ กิโลเมตร เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดสุโขทัย สร้างขึ้นบนพื้นที่ของวัดร้างกลางทุ่งบ้านท่าชุม อาคารเสนาสนะประกอบด้วย รัตนอุโบสถ พุทธวิหารลายคำ เจดีย์ อาคารสุวรรณหอคำหลวง กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ศาลาอบรมธรรม ศาลาอเนกประสงค์ อาคารเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาราย โรงครัว พุทธมณฑจำลอง และสวนปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย พระพุทธรัตนมณี หลายสิบองค์ ซึ่งขุดพบได้บริเวณสร้างวัด และพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา

วัดพิพัฒน์มงคล เดิมทีเป็นป่ารกร้างกลางทุ่ง มีซากฐานพระเจดีย์ ฐานพระอุโบสถ และโบราณวัตถุต่างๆ ซึ่งบรรจุอยู่ในกรุพระเจดีย์ สันนิษฐานว่าเคยเป็นอารามหลวงมาก่อน น่าจะสร้างขึ้นในสมัยเวียงมอก (พ.ศ.๑๖๗๒)นับถึงปัจจุบันมีอายุประมาณ ๘๘๑ ปี ซึ่งมีพระครูวรคุณประยุต เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ขณะจาริกธุดงค์ผ่านมาได้พักปักกลดบริเวณนี้เริ่มบูรณะก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ได้รับการตั้งวัดว่า “วัดพิพัฒน์มงคล”เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๘ และเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘ ได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้วัดพิพัฒน์มงคลได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งมีกำหนดเขตกว้าง ๗ เมตร ยาว ๓๕ เมตร โดยมีนาย จาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ ๒๒ ตอนที่ ๖๖ ง นับถึงปัจจุบันนี้วัดพิพัฒน์มงคล มีอายุได้ ๒๘ ปี ปัจจุบันมีพระครูวรคุณประยุต ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส

ปฐมเหตุการสร้างวัดพิพัฒน์มงคล

ทุ่งเสลี่ยมเป็นกลุ่มชุมชนใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งขยายตัวมาจากเมืองเถิน ชุมชนโบราณที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนาค่อนข้างสูง วิถีของผู้คนทุ่งเสลี่ยมได้อาศัยร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนาเป็นหลักในการดำรงชีวิตจึงทำให้กลุ่มชุมชนนี้มีวัดวาอารามมากมาย รวมถึงวัดร้างโบราณหลายแห่ง ประชาชนส่วนใหญ่มีอุปนิสัยรักสงบ ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของเกษตรกรไทยเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ ขณะที่พระคุณท่านได้ออกจาริกธุดงค์ไปตามสถานที่วิเวกต่างๆ จนกระทั่งเดินทางมาถึงอำเภอทุ่งเสลี่ยม ได้ปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่ในบริเวณวัดร้างกลางทุ่งบ้านท่าชุม (วัดพิพัฒน์มงคลในปัจจุบัน) ครั้นชาวบ้านในท้องถิ่นมาพบพระคุณท่าน จึงได้พากันมาทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์จากพระคุณท่าน นับวันก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามลำดับ ผู้นำชุมชนที่สูงอายุในฐานะผู้เฒ่าผู้แก่พร้อมด้วยศรัทธาสาธุชนทั้งหลาย เห็นวัตรปฎิปทาอันสงบน่าเลื่อมใสของพระคุณท่านจึงได้อาราธนาให้พักจำพรรษาอยู่ปฏิบัติธรรมโปรดชาวบ้านต่อไป เมื่ออกพรรษาแล้วพระคุณท่านก็แสดงความจำนงที่จะเดินธุดงค์ต่อไปตามอัธยาศัยที่น้อมไปในทางเนกขัมปฏิบัติของท่านเองชาวบ้านก็ได้รวมตัวกันมาขออาราธนาให้พระคุณท่านอยู่ต่อ โดยจะช่วยกันสร้างวัดใหม่ในบริเวณวัดร้างกลางทุ่งบ้านท่าชุมขึ้นมา ให้เป็นที่พักจำพรรษาถาวรของท่านสืบต่อไป คำอาราธนาของชาวบ้านที่บริสุทธิ์ใจทำให้ท่านแบ่งรับแบ่งสู้ จนกระทั่งปรากฏเหตุการณ์อัศจรรย์ในตอนกลางคืนของการตัดสินใจระหว่างการอยู่กับการไปขณะที่พระคุณท่านกำลังใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจอยู่นั้น ท่านได้เจริญสมาธิจิตเกิดนิมิตไปว่ามีชายฉกรรจ์ ๒ ท่าน แต่งกายคล้ายกับทหารโบราณในสมัยสุโขทัย ได้เข้ามากราบนมัสการท่าน บอกว่า ท่านคือขุนงามเมือง และขุนเรืองอังวะ เป็นหัวหน้าทหารผู้รักษาด่านแห่งนี้อยู่ รับอาสาว่าหากพระคุณท่านคิดจะสร้างวัดในบริเวณนี้ ก็จะถวายความช่วยเหลือเต็มที่ พ่อขุนอังวะได้กล่าวว่า ถ้าท่านรับปากข้าพเจ้า จะมีคนมาช่วยท่านเอง ผู้ที่จะมาช่วยท่านได้ เขาจะพบท่านด้วยตนเอง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ท่านเหล่านั้นคือบริวารเก่าของท่านในอดีตชาติก่อนหลายร้อยปี เขาเหล่านั้น ได้เกิดและบำรุงรักษาสถานที่แห่งนี้ทั้งนั้น จากนั้นภาพในนิมิตก็ค่อยลางเลือนไป จึงเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้พระคุณท่านตัดสินใจบูรณะพัฒนาวัดร้างแห่งนี้ขึ้นมา ในฐานะเป็น “สำนักปฏิบัติธรรมพัฒนาพุทธานิมิต” จึงได้เริ่มทำการพัฒนาวัด โดยนำความนี้ไปกราบเรียนเจ้าคณะอำเภอทุ่งเสลี่ยม และเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย ผู้ปกครองท้องถิ่นในสมัยนั้นให้รับทราบเพื่อขอรับเถรานุมัติ เจ้าคณะทุกระดับชั้นก็อนุโมทนาเห็นชอบพัฒนาวัดโดยเริ่มจากการแผ้วถางซากพระเจดีย์โบราณอันเป็นประธานหลักของวัดจากนั้นก็แผ้วถางฐาน พระอุโบสถโบราณตามลำดับจากการพัฒนาในครั้งนั้นทำให้ได้ขุดพบพระพุทธรูปปางต่างๆ พระบรมธาตุ โบราณวัตถุหลากหลายชนิด ที่บรรจุอยู่ในกรุพระเจดีย์วัดร้างแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญก็คือพบลูกแก้วสีขาวใสดวงหนึ่ง ท่านจึงได้เก็บไว้ประจำตัว จากนั้นจึงได้ทำการก่อพระเจดีย์ใหม่ครอบบนฐานพระเจดีย์โบราณองค์เดิม นำพระบรมสารีริกธาตุและโบราณวัตถุที่สูงค่าเข้าบรรจุไว้ในองค์พระเจดียตามเดิม ด้วยรูปแบบแห่งการก่อสร้างด้วยศิลปะแบบย่อไม้มุมสิบสองมีซุ้มจรนำหันออกไปทั้ง ๔ ทิศ จึงเรียกพระเจดีย์องค์ว่า “จตุรังคเจดีย์” การพบดวงแก้วที่งดงามดังกล่าวมาแล้วนั้น ยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ได้ตรงกับที่ชาวบ้านผู้สูงอายุได้เล่าให้ฟังว่าอาณาบริเวณวัดร้างกลางทุ่งนาบ้านท่าชุมแห่งนี้ ในคืนเดือนเพ็ญมักจะพบลูกไฟดวงกลมโตมีสีสุกสว่างลอยฉวัดเฉวียนไปมา และวูบหายไปในฐานพระเจดีย์องค์นี้เป็นประจำ ในสมัยก่อนชาวบ้านไม่กล้าที่จะรุกล้ำเข้าไปในบริเวณนี้เลย เพราะเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดร้างแห่งนี้ เมื่อดำเนินการพัฒนาวัดร้างขึ้นมาใหม่นั้น พระคุณท่านได้สร้างศาลเทพารักษ์และสร้างรูปเคารพของเจ้าพ่อขุนงามเมือง เจ้าพ่อขุนเรืองอังวะ ขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่เคารพสักการะตามนิมิตที่พระคุณท่านได้พบในครั้งแรกนั้น หากมีอุปสรรคปัญหาในการบูรณพัฒนาวัด ก็จะตั้งกัลยาณจิตอธิษฐานขอให้ดวงแก้ววิเศษและพลังบารมีของเทพารักษ์ทังสองช่วยเหลือ ก็ปรากฏว่าการทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเสมอมา

เมื่อสร้างสำนักปฏิบัติไปได้ ๒ ปี ก็เริ่มมีผู้คนมาศรัทธาเลื่อมใส ท่านจึงคิดที่จะยกฐานะวัดร้างกลางทุ่งแห่งนี้ขึ้นเป็นวัดมีพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ แต่ติดที่วัดร้างนี้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆเป็นหลักฐานเลย เมื่อความนี้ทราบถึง คุณสุพิน พิพัฒน์เดชพงษ์ ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่นาติดกับวัดร้างแห่งนี้ ได้แสดงเจตนาอันเป็นกุศลน้อมถวายที่ดินจำนวน ๑๑ ไร่ ให้กับพระคุณท่าน เพื่อดำเนินการตามกฎของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการสร้างวัดและตั้งวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๒๗ นายชำเลือง วุฒิจันทร์ อธิบดีกรมการศาสนา มีหนังสืออนุญาตให้ ร้อยตรี ชาญชัย ใจใส ประธานคณะกรรมการบริหารสำนักปฏิบัติธรรมพัฒนาพุทธนิมิต สร้างวัดขึ้นที่อาณาจักรบริเวณวัดร้างกลางทุ่งนาบ้านท่าชุม หมู่ที่ ๙ ตำบลทุ่งเสลี่ยม อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๒๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีประกาศตั้งสำนักปฏิบัติธรรมพัฒนาพุทธานิมิต เป็นวัดในพระพุทธศาสนา ตามความในข้อ ๔ แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๕๐๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม มีมงคลนามว่า “วัดพิพัฒน์มงคล” ตามนามของพระอาจารย์พิพัฒน์มงคล คุณยุตฺโต ผู้เป็นเจ้าสำนัก ต่อมาก็ได้สร้างอุโบสถขึ้นใหม่บนฐานพระอุโบสถโบราณ ศิลปะการก่อสร้างเป็นแบบล้านนา ผนังประดับกระจกสีจึงเรียกว่า “รัตนอุโบสถ” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘ กำหนดเขตกว้าง ๗ เมตร ยาว ๓๕ เมตร โดยมีนาย จาตุรนต์ ฉายแสง รองายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ ๒๒ ตอนที่ ๖๖ ง นับถึงปัจจุบันนี้วัดพิพัฒน์มงคล มีอายุได้ ๒๘ ปี นับรวมกับอายุของวัดร้างได้ประมาณ ๘๘๑ ปี ในปัจจุบันมีเนื้อที่เพิ่มขยายเป็น ๑๑๙ ไร่

พ.ศ.๒๕๒๗ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด

พ.ศ.๒๕๒๘ ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัด

พ.ศ.๒๕๔๐ ได้รับการยกฐานะเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ของกรมการศาสนา

พ.ศ.๒๕๔๑ ได้รับการยกฐานะเป็นอุทยานการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ

พ.ศ.๒๕๔๒ ได้รับการยกฐานะเป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติของจังหวัดสุโขทั ประจำปีงบประมาณ ๒๕๔๒

พ.ศ.๒๕๔๓ ได้รับการยกฐานะเป็นวัดพัฒนาที่มีผลงานดีเด่น ของกรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ

พ.ศ.๒๕๔๘ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

พ.ศ.๒๕๕๐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด จากสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม

วัดพิพัฒน์มงคลได้ผ่านกาลเวลาในอดีตที่ยาวนาน จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ กุศลฉันทะของบรรพชนในอดีตที่ได้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อสมัยก่อน และการบูรณะพัฒนาวัดขึ้นมาบนรากฐานของร่องรอยอารยธรรมโบราณในปัจจุบันนี้ เป็นแนวคิดอันเดียวกัน คือต้องการให้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของศรัทธาสาธุชน เพื่ออบรมคุณธรรมยกระดับจิตใจของบรรพชิตและฆราวาสญาติโยมให้สูงขึ้น พร้อมที่จะถวายการอุปถมภ์บำรุงพระบวรพุทธศาสนา ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้เจริญรุ่งเรืองคู่กับเมืองไทยไปตลอดจิรัฏฐิติกาล ฯ